ปู่ชาร์ลี มังเกอร์

ประวัติย่อ ชาร์ลี มังเกอร์ ตำนานนักลงทุน

303 Views จำนวนผู้เยี่ยมชม

บทความนี้ ไอเดียขอนำเนื้อหาจากเพจ Bert Manit ได้โพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับ คุณปู่ ชาร์ลี มังเกอร์ไว้ดีมากๆ ค่ะ 

ปู่ ชาร์ลี มังเกอร์ ตำนานนักลงทุน อายุ 99 ปี

ชาร์ลี มังเกอร์ รองประธาน Berkshire Hathaway

เป็นเพื่อนสนิทของ ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประธานบริษัท Berkshire ที่ทุกคนรู้จักในฐานะนักลงทุนที่เก่ง มีชื่อเสียง และมีผลงานอันยาวนานที่สุดคนนึงของโลก

ปู่ ชาร์ลี มังเกอร์ เป็นเสมือนคู่ชีวิตในฐานะเพื่อนของ ปู่บัฟเฟตต์ ทั้งคู่เติมเต็มกันและกัน

-ปู่บัฟเฟตต์ เป็นคนชวน ปู่ชาร์ลี ให้เข้าสู่โลกการลงทุน

-ปู่ชาร์ลี เป็นคนเปลี่ยน ปู่บัฟเฟตต์ ในแนวคิดการลงทุน

“Berkshire Hathaway ไม่มีทาง มีเฉกเช่นทุกวันนี้ได้

หากไร้ซึ่งภูมิปัญญา และการมีส่วนร่วมของชาร์ลี”

…ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวในแถลงการณ์ของบริษัท

เมื่อวันที่ 28/11/23 วันที่ปู่ ชาร์ลี มังเกอร์ จากไปอย่างสงบ

ด้วยอายุ 99.9 ปี  (อีก 34 วัน จะมีอายุครบ 100 ปี)

ประวัติชีวิตฉบับย่อ ของคุณปู่ ชาร์ลี มังเกอร์

ทำให้รู้ว่าชีวิตปู่ไม่ได้สวยงาม

-ปู่ชาร์ลี เกิดเมื่อ 01/01/1924 ในเมืองโอมาฮา สหรัฐ

-อายุ 19 ปี กำลังเรียนปี 2 ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ต้องหยุดเรียนไป เพราะโดนเกณฑ์ทหาร

-อายุ 29 ปี ครอบครัวแตกสลาย หย่ากับภารยาที่มีลูก ด้วยกัน 3 คน และสูญเสียทรัพย์สินที่มีไปเกือบหมด

-อายุ 30 ปี หลังหย่าร้างกับภารยาได้ไม่นาน ก็ต้องมาพบว่าลูกชายวัย 8 ขวบของเค้า เกิดป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว(ตอนนั้นยังไม่มียารักษา) ปู่ชาร์ลี มังเกอร์ ทุ่มเงินทั้งหมดที่มีเพื่อพยุงชีวิตลูกชายเอาไว้ให้ได้ และต้องพาไปโรงพยาบาลทุกวันเป็นนานกว่าเวลา 11 เดือน จนวันที่ลูกชายเค้าจากไป

ตลอดเวลา 11 เดือน ที่ลูกชายป่วย ชาร์ลี มังเกอร์ ต้องทำงานไปด้วยเพื่อหาเงิน และเอาเงินมาช่วยลูกชาย และต้องแบกภาวะเจ็บปวด เสียใจอย่างหนัก จากที่ต้องเห็นลูกชายตัวเองทรมานจากโรคร้าย

-อายุ 52 ปี ปู่ชาร์ลีต้องเสียดวงตา ตาบอด 1 ข้าง จากการผ่าตัดผิดพลาด เพื่อรักษาต้อกระจก

-ตอนอายุ 94 ปี ตาอีกข้างกำลังจะบอด ด้วยภาระเสื่อมของอายุ และภาวะเบาหวานที่เป็นอยู่

-ตอนอายุ 99 ปี จากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เป็นตำนาน นักลงทุนที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งของโลก

แนวคิดชีวิตที่ ปู่ ชาร์ลี มังเกอร์ ทิ้งไว้ให้แก่โลกนี้มีมากมาย

1 แนวคิดการลงทุนของ ปู่ชาร์ลี มังเกอร์

-ตรงไหนมีปลา เราก็ไปตกปลาตรงนั้น

-ถ้ารู้ว่าจะตายที่ไหน เราก็ไม่ไปที่นั้น

ปู่ชาร์ลี เป็นนักล่าโอกาสที่ฝึกฝนมาตลอดชีวิต ตรงไหนมีโอกาส เราก็ไปอยู่ตรงนั้น

แต่ปู่จะไม่พาตัวเองไปอยู่ในที่เสี่ยงต่อชีวิต ต่อให้มันมีโอกาสมากแค่ไหน ปู่ก็จะไม่ยอมไปตายแน่นอน

นั่นหมายถึงปู่ค้นหาบริษัทที่มีความน่าสนใจตลอดเวลา เพื่อรอวันที่จะได้เข้าไปลงทุน

แต่ถ้าบริษัทนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก อาจทำให้เสียหายหนัก หรือหมดตัว

ปู่ก็จะเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับบริษัทนั้น ต่อให้มันน่าสนใจแค่ไหนก็ตาม

2 ตอนคุณนอนต้องฉลาดกว่าตอนที่คุณตื่น

ปู่ชาร์ลี เน้นย้ำเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต ชีวิตจะดีขึ้นได้ด้วยการเรียนรู้

แต่ไม่ต้องไปโหมระห่ำบ้าบอ อยากเก่งเร็วๆ อยากรวยเร็วๆ

-ขอแค่ให้เราเรียนรู้ทุกวัน จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ แค่เก่งขึ้นทุกวันก็พอ

ให้ตอนคุณจะนอน ฉลาดกว่าเมื่อเช้าตอนที่คุณตื่น

ให้ความรู้ที่ตัวเรามีในวันนี้  มันมีมากกว่าเมื่อวาน

3 พยายามที่จะไม่โง่  ให้มากกว่าพยายามที่จะฉลาด

ปู่แนะนำนักลงทุนให้มองหาความได้เปรียบ เราอดทนเฝ้ารอ

มันอาจจะไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น แถมน่าหงุดหงิดด้วยซ้ำ แต่มันต้องฝึกฝนและทำให้ได้

-คนที่พยายามฉลาด ทำเรื่องที่ดูเท่ห์ เรื่องซับซ้อน น่าตื่นเต้น

มักเป็นคนที่จะต้องเสียหาย ขาดทุนหนัก และหมดตัวเดินจากไปเสมอ

เพราะเค้าทำซับซ้อน และยากเกินไป ทำให้ขาดการระวังตัวในวันที่โชคชะตาไม่เต็มใจ

-คนที่พยายามที่จะไม่โง่ ก็คือคนที่หลีกเลี่ยงการขาดทุน การเสียหายหนักๆได้เสมอ

เค้าอาจจะดูน่าเบื่อ ดูโง่เขลา ไม่น่าสนใจ แต่ระยะยาวเค้าจะชนะและเหนือกว่าค่าเฉลี่ย

4 คนเก่งเรียนรู้ประสบการณ์ของคนอื่น

คนธรรมดา เรียนรู้ประสบการณ์ของตัวเอง

คนโง่เขลา จะไม่เรียนรู้อะไรเลย

5 อย่าหวังจะได้ดีลที่ดี มาจากคนที่ไม่ดี

ปู่ชาร์ลี ในการลงทุนปู่แนะนำให้มองผู้บริหารเป็นสำคัญ

ถ้าผู้บริหารเป็นคนไม่ดี ไม่มีศีลธรรม ไม่มีธรรมาภิบาล

ต่อให้บริษัทนั้น ยื่นข้อเสนอที่ดี ที่น่าสนใจแค่ไหนก็ตาม ปู่ก็จะหลีกเลี่ยงที่จะลงทุน

เพราะปู่เชื่อว่า คนไม่ดี ยังไงวันนึงก็ต้องทำเรื่องไม่ดี และเมื่อถึงวันนั้นอาจจะสายเกินที่จะแก้ไขได้ทัน

6 อย่าไปอิจฉาใครอย่าขุ่นเคืองใจอย่าใช้เงินเกินตัว

แต่จงร่าเริง แม้กำลังเจอปัญหาก็ตาม

-ปู่ผ่านเรื่องร้ายๆมาเยอะมากๆ จากประวัติย่อด้านบน ทำให้ปู่พร้อมสู้กับทุกปัญหาที่เจอ

ปู่มุ่งเป้าตัวเองเป็นแกนสำคัญ ถ้าเราแย่เราจะทำให้ดีขึ้น

ปู่จะไม่สนใจคนอื่น ไม่อิจฉาใคร เพราะการอิจฉาจะมีแต่ทำให้เราขุ่นเคืองใจ

7 อย่าเล่าปัญหาเราให้คนอื่นฟัง เพราะคน 90% เขาไม่ได้สนใจ

และอีก 10% อาจกำลังดีใจ ที่คุณกำลังมีปัญหาเหล่านั้นอยู่

ปู่เคยกล่าวไว้ว่าโลกเราไมได้ขับเคลื่อนด้วยความโลภ แต่มันขับเคลื่อนด้วยความอิจฉา

-ถ้าเราสำเร็จ คนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจ และจะมีคนส่วนหนึ่งกำลังอิจฉาคุณอยู่

-ถ้าเรามีปัญหา คนก็ไม่สนใจ และก็จะมีบางคนรู้สึกดีใจ สะใจที่เรามีปัญหา

เหมือนคำพูดนึงที่ผมชอบมาก

“ชีวิตเราจะง่ายขึ้น 200% ถ้าไม่รู้เรื่องราวของคนอื่น

และชีวิตจะง่ายขึ้น 300% ถ้าคนอื่นไม่รู้เรื่องราวของเรา

ขอขอบคุณ ปู่ชาร์ลี มังเกอร์

ตลอด 99 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างความรู้และคำสอนดีๆทิ้งไว้ให้คนอื่นมากมาย

อ้างอิงที่มา เพจ Bert Manit

ไอเดียเพิ่มเติม